ต้นทุนต่อออเดอร์

รวมค่าใช้จ่ายที่มักตกหล่น แล้วดูว่าหนึ่งคำสั่งซื้อเหลือกำไรจริงเท่าไร

ตัวอย่าง: 10 ออเดอร์ ยอดขายรวม 5,000 บาท ต้นทุนรวม (สินค้า+แพ็ก+ค่าแรง+ส่ง+โฆษณา) 3,000 บาท → กำไรต่อออเดอร์ 200 บาท (40%)

ต้นทุนต่อออเดอร์ ไม่ใช่แค่ราคาทุนสินค้า

ร้านส่วนใหญ่รู้ต้นทุนสินค้า แต่ลืมนับของที่หายไปทีละนิดต่อออเดอร์ — กล่อง ซองไปรษณีย์ เทป บับเบิล สติกเกอร์ ค่าแรงคนแพ็ก ค่าส่งส่วนที่ร้านออกให้ ของแถม และของที่ถูกตีกลับหรือเสียหายระหว่างทาง รวมกันแล้วมักเป็นหลักสิบถึงหลักร้อยบาทต่อออเดอร์ ซึ่งกินกำไรของสินค้าราคาไม่กี่ร้อยบาทไปเกือบหมด

เครื่องนี้บวกทุกช่องที่กรอกเป็นต้นทุนรวม แล้วหารด้วยจำนวนออเดอร์ในช่วงเดียวกัน กำไรต่อออเดอร์คือรายได้ลบต้นทุนรวมแล้วหารจำนวนออเดอร์ ตัวเลขที่ได้จึงสะท้อนของจริงเฉพาะเมื่อรายได้กับต้นทุนมาจากช่วงเวลาเดียวกัน — เอายอดขายทั้งเดือนมาหารด้วยออเดอร์สัปดาห์เดียวจะได้ตัวเลขที่ดูดีเกินจริง

ส่งฟรีไม่ได้แปลว่าไม่มีค่าส่ง

โปรส่งฟรีย้ายค่าส่งจากช่องของลูกค้ามาอยู่ในต้นทุนร้าน ถ้าไม่กรอกช่องค่าส่ง ต้นทุนต่อออเดอร์จะต่ำกว่าความจริงเท่ากับค่าส่งพอดี ทางที่ตรงกว่าคือกรอกค่าส่งที่ร้านจ่ายจริงเข้าไป แล้วดูว่ากำไรต่อออเดอร์ยังเหลือพอไหม ถ้าไม่พอ ทางออกมักเป็นตั้งยอดขั้นต่ำสำหรับส่งฟรี ไม่ใช่ยกเลิกโปรทิ้ง

ค่าของที่ตีกลับก็เหมือนกัน — ออเดอร์ที่ถูกปฏิเสธการรับยังเสียค่าส่งไปกลับและค่าแพ็กไปแล้ว ให้เฉลี่ยยอดความเสียหายทั้งเดือนมาใส่ช่องนี้ จะเห็นภาพจริงกว่าการทำเป็นว่าไม่เคยเกิดขึ้น

ตรวจสอบที่มาของตัวเลขได้

ควรใช้ยอดขายและต้นทุนในช่วงเวลาเดียวกันเพื่อไม่ให้ค่าเฉลี่ยคลาดเคลื่อน

คำถามที่พบบ่อย

ต้นทุนต่อออเดอร์ต้องรวมอะไร?

รวมต้นทุนสินค้า แพ็ก ค่าแรง ค่าส่ง ค่าโฆษณา ของแถม การคืนสินค้า และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกิดจากยอดขายชุดนั้น

ค่าแรงตัวเองควรใส่ไหม?

ควรใส่เพื่อเห็นกำไรที่เหลือหลังจ่ายค่าทำงาน ไม่เช่นนั้นกำไรอาจดูสูงเกินจริง

ต้นทุนคืนสินค้าคิดอย่างไร?

ใช้ค่าเสียหายหรือค่าใช้จ่ายคืนสินค้ารวมในช่วงเดียวกับจำนวนออเดอร์ที่กรอก